กิจกรรมบำบัด ( Occupational Therapy )

posted on 08 Apr 2008 22:52 by bhudit  in child

 


กิจกรรมบำบัด ( Occupational Therapy ) เป็นวิชาชีพทางการแพทย์แขนงหนึ่ง
ที่ประยุกต์กิจกรรมมาใช้ในการตรวจ ประเมิน วินิจฉัย ส่งเสริม ดูแลรักษา
และฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางกาย มีพัฒนาการบกพร่อง
หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางด้านจิตใจ อารมณ์และสังคม ให้กระทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วยตนเอง
อย่างเต็มกำลังความสามารถตามศักยภาพที่มีอยู่ เพื่อให้ดำรงชีวิตในสังคมสิ่งแวดล้อม
ได้อย่างมีความสมดุลเกิดความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ
รวมทั้งการป้องกันความเสื่อมถอยของสมมรถภาพอันเนื่องมาจากข้อจำกัด
ขององค์ประกอบใน การทำกิจกรรมต่างๆด้วยการใช้สื่ออย่างเป็นกระบวนการ
งานด้านกิจกรรมบำบัดจึงสามารถให้บริการแก่บุคคลได้ทุกเพศ ทุกวัย

บทบาทของนักกิจกรรมบำบัดในเด็ก ได้แก่

จัดกิจกรรมส่งเสริมนันทนาการที่เหมาะสมกับเด็ก ที่ได้รับการรักษาทางการแพทย์
จัดกิจกรรมการบำบัดเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกายของเด็ก
เช่น การเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ การเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ
 เพิ่มสหสัมพันธ์ของการทำงานของกล้ามเนื้อ
จัดกิจกรรมการเล่นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความสามารถในด้านกิจวัตรประจำวันของเด็ก
จัดกิจกรรมการเล่นที่มีเป้าหมายในการขจัดความกลัว วิตกกังวล ประหม่า
และให้พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองแก่เด็ก
จัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย
อารมณ์ สติปัญญา ให้มีพัฒนาการใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด
จัดกิจรกรรมเพื่อเสริมสร้างทักษะการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม การเข้ากลุ่มสังคมของเด็ก
เสริมสร้างความเข้าใจ การมีเจตคติที่ดีของพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก
เกี่ยวกับปัญหาของเด็กและพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก
แนวคิดของการทำบทบาทและหน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดในเด็ก

นักกิจกรรมบำบัดพิจารณาเด็ก สิ่งแวดล้อมของเด็กและปฎิสัมพันธ์ของเด็กต่อสิ่งแวดล้อม
และสิ่งแวดล้อมต่อตัวเด็ก แบบองค์รวม โดยเชื่อว่าเด็กมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม
และมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมที่เด็กอาศํยอยู่อย่างต่อเนื่อง ปฎิสัมพันธ์ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม
เกิดขึ้นมาจากพัฒนาการที่ต่อเนื่อง และการเรียนรู้ของเด็ก ส่วนวิ่งแวดล้อมเองก็มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก
นักกิจกรรมบำบัดเด็กจะวิเคราะห์ความสามารถของเด็กในการประกอบกิจกรรมในหลายๆสถานการณ์
และสิ่งแวดล้อม เพื่อค้นหาศักยภาพของเด็ก รวมทั้งข้องจำกัดในการทำกิจกรรมที่มาจากปัจจัยต่างๆ
 เช่น ทักษะของเด็ก ปัจจัยภายในตัวเด็กเอง และสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นบทบาทสำคัญของนักกิจกรรมบำบัดเด็กจึงเป็นการวิเคราะห์ความสามารถ
ในการประกอบกิจกรรม ( functional performance )
เพื่อแยกแยะปัจจัยต่างๆและนำไปสู่การตั้งเป้าหมายในการบำบัดรักษา

 

Sensory Integration หรือ SI คือ กระบวนการการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางในการจัดระเบียบสัญญาณประสาท ที่รับจากอวัยวะรับความรู้สึก แล้วผสมผสานหรือคัดกรองความรู้สึกนั้นเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสม

การรับความรู้สึก ( Sensation ) ที่ทฤษฎีนี้ได้ให้ความสำคัญมีดังนี้คือ

  • การรับสัมผัส ( tactile sense )
  • ระบบการทรงตัว ( vestibular system )
  • การรับความรู้สึกจากกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ
    ( proprioceptive sense )

การรับความรู้สึกทั้ง 3 ระบบนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการรับรู้ การเรียนรู้ต่างๆ เช่น การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย,การวางแผนการเคลื่อนไหว,การพัฒนาทักษะทางด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้ ในการพัฒนาการผสมผสานการรับความรู้สึกจะต้องใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวเป็นสื่อ ส่วนการรับความรู้สึกทางการได้ยิน และการมองเห็นนั้นจะเป็นระบบที่พัฒนามาภายหลังหรืออาจเป็นผลตามมาจากการผสมผสานการรับความรู้สึกของทั้ง 3 ระบบ

 

ตัวอย่างกิจกรรมกระตุ้น SI ที่บ้าน

ระบบการทรงตัว

Inner tube Activities

ใช้ห่วงยางในรถเก่าๆหรือใช้ห่วงยางเล่นน้ำ ให้เด็กนั่งแล้วโยกขึ้นลง
ให้เด็กนั่งบนห่วงยางแล้วให้ไถโดยการใช้มือไปตามทางเดินผิวสัมผัส
ให้วางสิ่งกีดขวางไว้ตามทางเดินผิวสัมผัสแล้วให้เด็กยกห่วงยางข้ามพร้อมกับตัวเองหรือไถข้ามไป

กิจกรรมเครื่องเล่นสนาม

เล่นชิงช้าโดยให้เด็กนั่งแล้วใช้เท้าแกว่งเองแต่ต้องคอยกำหนดจังหวะอย่าให้แกว่งเร็วเกินไป
เนื่องจากจะทำให้มีการตื่นตัว หรือให้ผู้ปกครองแกว่งให้ในจังหวะช้าๆในกรณีที่เด็กมีความตื่นตัวสูงอยู่แล้ว
แต่ถ้าเด็กมีการตื่นตัวต่ำควรกระตุ้นโดยการแกว่งจังหวะเร็วเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว
ทั้งนี้ผู้ปกครองควรสังเกตการตอบสนองของเด็กโดยการสังเกตง่ายๆ เช่น
น้องหัวเราะคึกคักเสียงดังแสดงว่าเกิดการตื่นตัวมากขึ้น หรือถ้านั่งนิ่งๆเพลิน แสดงว่าการตื่นตัวเริ่มลดลง

เล่นเดินบนสะพานทรงตัว

เล่นกระโดดกระต่ายขาเดียวอาจเป็นการกระโดดทางตรงหรือซิกแซก
ถ้าน้องกระโดดได้คล่องแล้วอาจเพิ่มความยากเป็นการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง

ระบบการรับรู้ที่กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อ

ให้เด็กยกของหนักๆต่างๆ เช่น ตะกร้าผ้า หรือตะกร้าไปตลาด
ให้เด็กช่วยเช็ดพื้นหรือช่วยทำความสะอาดบ้าน
อนุญาตให้เด็กเคี้ยวหมากฝรั่งหรือให้ยกขวดน้ำดื่มแทนแก้วขณะทำการบ้าน ยกหมอนหนักๆเดินขึ้นลงบันได
ให้ช่วยถอนหญ้า , ดายหญ้า, ใช้คราดโกยใบไม้ หญ้า
ขุดดินหรือทรายแล้วขนไปเทโดยใช้รถเข็นล้อเดียว
ดูดเครื่องดื่มผ่านหลอดแคบๆหรือมิลค์เชค
ถูพื้นผิวขรุขระด้วยแปรง
ช่วยในการล้างรถ , อาบน้ำสุนัข
เล่นสงครามหมอน , มวยปล้ำ
กิจกรรมการเต้นรำ
ในขณะออกไปข้างนอกให้เด็กยกกระเป๋าของตนเอง
หรือลากดึงกระเป๋าของตนเอง
เล่นกิจกรรมเข้าแคมป์โดยใช้ผ้าห่มกางและวางบนเก้าอี้เป็นเต้นท์
ให้เด็กช่วยดึงและเปลี่ยนผ้าปูทึ่นอน
ให้เด็กช่วยยกของต่างๆภายในบ้าน เช่น ตู้ เก้าอี้ เตียง
ให้เด็กยกบอลขนาดใหญ่ค้างไว้ที่แขนหรือขาขณะนอนหงายแล้วให้มีการโยนลองให้เด็กทำนานเท่าที่จะทำได้

ระบบการรับสัมผัส

Taking a Dry Swim at Home

ให้เด็กจินตนาการว่ายอยู่ในสระว่ายน้ำ
ใช้พื้นผิวที่แตกต่างกันวางบนพื้นเพื่อให้เด็กว่าย
หลังจากการว่ายน้ำให้ใช้ผ้าขนหนูชายหาดถูตัวโดยให้แรงกด ,
นวด แบบลึกแล้วลูบลง
ขณะที่ถูไปตามแต่ละส่วนของร่างกายให้เด็กบอกชื่อส่วนของร่างกาย
ที่เรากำลังถูอยู่
เล่นฟองสบู่ในอ่างอาบน้ำ

Body Chalk Board

เขียนตัวอักษรต่างๆ ตัวเลข รูปทรงและคำบนหลังของเด็ก
เด็กให้เด็กทายว่าเป็นอะไร
เปลี่ยนไปเขียนที่ท้อง
เปลี่ยนไปเขียนที่ฝ่าเท้า
เปลี่ยนไปเขียนที่ฝ่ามือ

Body painting

ใช้แปรงหลายๆแบบ สมมติทาสีไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย
ใช้แปรงทาสีบ้านขนาด 2 , 3, 4 นิ้ว
ใช้แปรงขนาดต่างๆของนักวาดภาพ
วาดรูปสมมุติต่างๆบนตัว เช่น บนหน้า แขน มือ
วาดรูปแว่นตาที่หน้า
วาดเครื่องแต่งกายต่างๆบนตัว

 

ทำไมลูกยังเขียนไม่ได้    

โดย จิราวรรณ   พุ่มศรีอินทร์  (ครูเจน)

การเขียนไม่ใช่ว่าแค่สอนให้เด็กจับดินสอเขียนอย่างเดียวแล้วจะเขียนได้เลย การที่เด็กเขียนไม่ได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะใดทักษะหนึ่งเท่านั้น หากแต่มันมีทักษะที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันประกอบกันอยู่ซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้

พัฒนาการด้านการเขียน

อายุ

ความสามารถ

10-12 เดือน

ขีดเขียนเส้นขยุกขยิก

1-2 ปี

พัฒนาจากเส้นขยุกขยิกเป็นการเลียนแบบเส้นแนวตั้ง เส้นแนวนอน (ให้ดูในขณะวาดแล้วให้วาดตาม)

2-3 ปี

ลอกแบบเส้นแนวตั้ง เส้นแนวนอน (ไม่ต้องให้ดูในขณะวาด)

3 ปี

ลอกแบบรูปวงกลม

3-4 ปี

ลอกแบบเครื่องหมายบวกและกากบาท

4-5 ปี

ลอกแบบเส้นเฉียงและสี่เหลี่ยมจัตุรัส

5-6 ปี

ลอกแบบรูปสามเหลี่ยม,สี่เหลี่ยมผืนผ้า,สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน,ลอกชื่อตัวเอง(เขียนตัวใหญ่ขนาด 1.5-5 ซม.)

6-7 ปี

ลอกแบบตัวอักษร,ตัวเลข (เขียนตัวหนังสือได้ในขนาดปกติ 0.5 ซม.)

 

ทักษะที่จำเป็นก่อนเด็กเริ่มเขียน

  • ความสามารถในการทำงานข้ามแนวกลางลำตัว ...
  • ความสามารถในการใช้มือทั้งสองข้าง ...
  • ความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทาง
  • ความสามารถในการจำแนกรูปแบบที่เหมือนและแตกต่าง ...
  • มือข้างที่ถนัด ...
  • ท่าทางการจับดินสอ ..
  • ความสามารถในการลอกแบบของเส้นและรูปทรง ...

ความสามารถในการทำงานข้ามแนวกลางลำตัว

ความสามารถในการข้ามแนวกลางลำตัวของร่างกายเป็นพัฒนาการขั้นพื้นฐานของสมองที่เป็นการประสานสัมพันธ์กันภายในสมอง และเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสมองทั้งสองซีก ซึ่งสมองแต่ละซีกจะทำหน้าที่ควบคุมต่างกันแต่จะทำงานร่วมกันเมื่อมีการทำกิจกรรมที่เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายในแนวข้ามลำตัว ดังนั้นทักษะนี้จึงจะต้องเกิดขึ้นก่อนเพื่อที่จะพัฒนาสหสัมพันธ์ระหว่างตากับมือและการรับรู้ทางสายตาซึ่งสำคัญกับการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก

edit @ 8 Apr 2008 22:57:26 by แม่ไอ่ภู